ก่อนอื่นต้องเปิดเพลงให้อารมณ์ได้คลุกเคล้าไปกับเนื้อเรื่องก่อน บังเอิญไปเปิดเจอเข้า หวังว่าจะถูกใจค่า
http://www.morestory.com/contentlist.php?c=2&id=61
**************************************************************
เธอกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะตัวเดิม เก้าอี้ตัวเดิม ห้องเดิมๆและบรรยากาศเดิมๆ ใบหน้าที่ดูไม่ออกว่ากำลังอยู่ในอารมณ์ไหนจับจ้องอยู่กับหน้ากระดาษว่างเปล่าที่มีเพียงตัวอักษรสีดำตัดกับกึ่งกลางหน้าสีขาวของกระดาษ
บทความเรื่อง ''
โดย น.ส. ขยัน มีสุข ม.2/1 เลขที่ 4
ปากกาที่อยู่ในมือแทนที่จะจรดลงบนกระดาษ กลับเอามาเคาะกับโต๊ะ ในหัวสมองกำลังทำงานอย่างหนักเมื่อมาตระหนักหลังจากกลับมาจากปาร์ตี้กับเพื่อน ว่าธอ..ยังไม่ได้แม้แต่จะแตะรายงานที่จะส่งวันพรุ่งนี้เลย
ทั้งๆที่คิดว่าจะกลับมาเร็วหน่อยเพื่อมาทำนะเนี่ย มืออีกข้างถูกยกขึ้นมากุมขมับ ทำไมเธอถึงได้ไม่รู้ตัวเลยนะ
พลางชำเลืองมองนาฬิกาตั้งโต๊ะที่บอกเวลาตีหนึ่งครึ่ง อาการเหนื่อยล้าปรากฏขึ้น พร้อมถามตัวเองอีก ทำไมเวลาถึงได้เร็วอย่างนี้นะ ทำไมเธอถึงได้ไม่รู้ตัวเลย ขณะกำลังสนุกอยู่กับเพื่อนของเธอ...ทำไมเธอถึงไม่เห็นเวลาที่ผ่านไปนะ สายตาเลื่อนลอยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
แต่ก็อย่างที่หลายๆคนว่า เวลาแห่งความสุขมันมักจะผ่านไปเร็วเสมอ อันนี้ก็คงนับได้ว่าเป็นความจริงอย่างหนึ่ง เนื่องจาก เรามัวแต่เพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นจนไม่ได้หันกลับมาดูเวลาที่ผ่านไปเลยก็เป็นได้ เรามัวแต่หัวเราะร่วมไปกับเหล่าเพื่อนฝูงที่มาสังสรรค์กันในยามว่าง เรามัวแต่เพลินไปกับการอ่านหนังสือเล่มโปรดในมือ เรามัวแต่ยิ้มไปกับบรรยากาศดีๆที่มีให้กันในยามผ่อนคลายเสียจนไม่ได้ตระหนักเลย....ว่าเวลาแห่งความสุขนี้ได้ใกล้จะจบลงเต็มทีแล้ว
คิดๆไปก็แสนเศร้า แต่ก็อย่างว่า เวลา...เป็นสิ่งที่มิอาจหวนคืนได้ และเมื่อมนุษย์ได้มาตระหนักถึงความจริงนี้ มันก็ได้สายไปเสียแล้ว สายไปที่จะหวนกลับคืนเวลานั้นเพื่อกระทำเรื่องต่างๆที่ยังค้างคาอยู่ในใจ เรื่อง..ที่ได้แต่คิดว่าพรุ่งนี้ก็คงมีเวลา ค่อยทำก็ได้ แต่แล้วเมื่อเอาแต่บอกคำนี้กับตัวเองเข้าทุกวัน "พรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้" จากวันที่1 ...ไปวันที่ 2...ไปถึงวันที่ 3 ....แล้วต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะมารู้ตัว มันก็สาย...ไปแล้ว
จนถึงขณะนี้เราก็คงนึกโทษตัวเองอยู่ในใจ "เราไม่น่าขี้เกียจ...ทำไมเราถึงไม่ขยันล่ะ..." ได้แต่พูดกับตัวเองซ้ำแล้ว..ซ้ำอีก แต่..เราก็ยังคงทำเช่นนี้อยู่ต่อไป และก็ต้องมานึกเสียใจอยู่เช่นนี้ต่อไป...
ทำไมเราถึงไม่เปลี่ยนมันบ้างล่ะ? เธอถามตัวเอง
เธอทำไม่ได้ ก็เพราะเธอเคยชินกับมันไปแล้วน่ะสิ...เธอเคยชินกับการชอบมานึกเสียใจอยู่ภายหลัง เธอเป็นเช่นนี้เสมอมา และเธอก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด
น้ำตาแห่งความสิ้นหวังเริ่มเอ่อล้นขึ้นมา ใบหน้าถูกซุกลงไปกับโต๊ะเพื่อปกปิดอาการอ่อนแอของตน ก่อนจะรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
"เป็นอะไรรึเปล่า ลูก" เธอรีบเงยหน้าปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะหันไปเห็นร่างในชุดนอนของผู้เป็นมารดา
เธอรีบยิ้มกลบเกลื่อน ก่อนส่ายหน้าเบาๆ "แม่ยังไม่นอนอีกหรอค่ะ"
"แม่เห็นไฟห้องหนูเปิดอยู่ ก็เลยมาดูน่ะ"เธอได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของแม่ขณะกำลังเดินเข้ามานั่งลงข้างเตียงหันหน้ามามองทางเธอ
"หนูยังทำรายงานไม่เสร็จน่ะค่ะ ต้องส่งพรุ่งนี้" แต่เมื่อเห็นสายตาเป็นห่วงที่ส่งมา เธอก็รีบทำตัวร่าเริงขึ้น "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว แม่ไปนอนก่อนเถอะ หนูไม่เป็นไรหรอก"
แม้จะประดับรอยยิ้มกว้างเพื่อไม่ให้ต้องเป็นกังวลหากแต่ในใจกลับร้อนรุ่มราวกับไฟ ต้องทำไม่เสร็จแน่ๆเธอต้องตกวิชานี้แน่ๆ ถึงป่านนี้เธอยังคิดไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าจะเขียนเรื่องอะไรลงไปเธอคิดอย่างสิ้นหวัง
แต่แล้วแม่ที่ไหนกันที่ดูแลลูกมากว่าสิบปีจะไม่รู้ถึงอาการหนักใจนี้ มือที่ด้านจากการทำงานหนักมาทุกวันเอื้อมมาจับมือของเธออย่างแผ่วเบา และอ่อนโยน เธอเงยหน้าขึ้นมามองผู้เป็นแม่อย่างเต็มตา
"แม่รู้...ว่าลูกคงยังเขียนไม่เสร็จหรอก ใช่มั้ย" รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นเมื่อเห็นการพยักหน้ารับน้อยๆของลูกสาว"งั้นเรามาช่วยกันคิดกัน..นะ"
เธอผวาเข้าไปกอดแม่ของเธอ ก่อนพยักหน้าเบาๆกับอ้อมกอดอันอบอุ่นนี้ อ้อมกอดที่เธอคุ้นเคยมากว่าสิบปี อ้อมกอดที่คอยปกป้องเธอมาตลอดสองแม่ลูกเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กัน
"เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า" แม่หันมาพูดเริ่มก่อนหลังจากเห็นกระดาษอันว่างเปล่าที่วางอยู่บนโต๊ะ "อยากจะเขียนเรื่องอะไรล่ะ"
เธอทำท่าคิดอยู่สักครู่ ก่อนเอ่ยออกมาเบาๆ "ไม่รู้สิค่ะ หนูเองก็ยังคิดไม่ออกเลย"
"งั้น...เอาเป็นเรื่องการไปเที่ยวดีมั้ย..รู้ดีอยู่แล้วนิ" เธอแอบหน้าแดงนิดๆกับคำพูดนั้นแต่ก็รู้ว่ามันเป็นแค่การแซวเล่น แม่เธอเองก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับเรื่องนี้ เพราะเธอเป็นคนที่สำนึกผิดได้ง่าย ถึงจะไม่ว่าอะไรเธอก็รู้สึกผิดมาพอแล้ว ส่วนเรื่องจะปรับเปลี่ยน...อันนี้..มันก็คงต้องขึ้นอยู่กับเวลาอ่ะนะ....ใช่..เวลา!!! เวลาไงล่ะ...
"แม่รู้แล้ว..เวลาไงล่ะ" เมื่อเห็นหน้าตางุนงงของลูกสาวเธอก็ขยายความเพิ่ม "ปกติลุกชอบมาสำนึกผิดทีหลัง แล้วชอบมาโทษว่ามีเวลาไม่พอ....ไม่ต้องมาแก้ตัวเรื่องนี้เลยนะ แม่รู้ดี" แม่ของเธอว่าขัดขึ้นซะก่อน เมื่อเห็นอาการจะโต้กลับของลูกสาว ".... น่าจะเขียนได้บ้างนะ"
"อืมมมม มันก็ใช่นะ ขอบคุณค่ะ" เธอหันไปยิ้มอย่างยินดีกับแม่ของเธอ ลืมเรื่องที่จะโต้เถียงเมื่อสักครู่ไปเสียสนิทก่อนมือที่จับปากกาจะจรดมันลงไปกับหน้ากระดาษตรงหัวข้อเรื่องทันที
บทความเรื่อง "เวลา....มิอาจหวนคืน"
คืนนั้น..แม้จะไม่ใช่คืนที่เธอได้ปรับนิสัยนึกเสียใจภายหลังได้ แต่อย่างน้อยมันก็ได้ทำให้เธอคิดมากขึ้น ถึงแม้เราจะผิดหวัง เราจะเสียใจ แต่ทุกอย่างย่อมมีโอกาสให้แก้ตัวอีก และเธอเองก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญมันเพียงลำพัง แต่ยังมีคนหลายคนที่คอยเป็นห่วงเป็นเรา และพร้อมที่จะก้าวเดินเคียงข้างไปกับเธออยู่เสมอ ซึ่งเธอก็หวังไว้ว่าสักวัน....ว่าอย่างน้อย..เธอก็จะต้องทำตัวสมชื่อเธอให้ได้
ขยัน และ มีสุข
เธอจะทำได้หรือไม่ เวลา..คงจะเป็นตัวบ่งบอกเธอเอง
******The End******
อันนี้แต่งขึ้นมาเล่นๆ เพราะมันใกล้จะเปิดเทอมแล้ว อารมณ์มันเลยพาไปแต่งจนถึงตีสองแนะ ง่วงนอนอย่างแรง ยังไงก็จะไปนอนแล้วเจ้าค่ะ ขออวยพรให้ทุกท่านโชคดี ซา-โย-นา-ระ ~~ จ้า
edit @ 2005/11/01 09:19:39